วันนี้ (11 เม.ย. 69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรกถึงมาตรการให้ความช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะประชาชนกลุ่มเปราะบาง ภาคขนส่ง และเกษตรกร เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง โดยวิกฤตสงครามสู้รบในตะวันออกกลางถือเป็นวิกฤตทั้งโลกนำไปสู่วิกฤตพลังงาน จากการประเมินสถานการณ์คาดว่าหลังจากวิกฤตดังกล่าวอาจจะนำไปสู่วิกฤตสินค้าและราคาสินค้า จึงต้องมีมาตรการที่ชะลอผลกระทบและดูแลกลุ่มเปราะบาง เพราะสถานการณ์นี้เป็นสถานการณ์ที่มีผลในระยะยาว ไม่ได้จบลงในระยะสั้น จึงต้องมีมาตรการที่เตรียมพร้อมสำหรับประชาชนและผู้ประกอบการในการปรับตัวระยะยาว

สำหรับมาตรการบรรเทาผลกระทบภาคประชาชนแบ่งเป็น 2 เรื่องใหญ่ ได้แก่ กลุ่มเปราะบางตามบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่มีคนอยู่จำนวน 13.4 ล้านคน เราจะขยายวงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจาก 300 บาทต่อเดือน เป็น 400 บาทต่อเดือน มีผลตั้งแต่วันที่ 13 เม.ย. – 12 พ.ค. 69 ซึ่งกระทรวงการคลังจะประสานกับสำนักงบประมาณ เน้นการดูแลวงเงินในระยะต่อไป เพื่อชะลอผลกระทบกลุ่มเปราะบาง
กลุ่มประชาชนทั่วไป เราจะสนับสนุนให้ประชาชนปรับตัวและเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาด กระทรวงการคลังจะมีมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อส่งเสริมให้ช่วยประชาชนปรับตัวเพื่อความยั่งยืนทางพลังงาน เช่น การซื้อรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (EV) วงเงินสินเชื่อต่อรายไม่เกิน 2 ล้านบาท ระยะเวลาโครงการ 5 ปี โดยธนาคารออมสินจะให้อัตราดอกเบี้ย 0.01% ในวงเงิน 5,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) จะสนับสนุนดอกเบี้ยสินเชื่อพิเศษเพื่อประหยัดพลังงาน ทั้งสินเชื่อบ้านอยู่เย็นเป็นสุข สินเชื่อบ้านเบอร์ 5 สำหรับซื้ออุปกรณ์ประหยัดพลังงาน และสินเชื่อโซลาร์เซลล์
ข้อมูล กระทรวงการคลัง
